ในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลกลายเป็นภาระใหญ่ของหลายประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ก็ไม่พ้นประเด็นเรื่องราคายาที่พุ่งสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีนวัตกรรมด้านยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับโลก เรื่องราวของ Avastin ยาต้านมะเร็งระดับพรีเมียม ที่เป็นผู้นำของการปะทะกันระหว่างบริษัทผู้ผลิตและรัฐบาลจึงสะท้อนให้เห็นภาพความซับซ้อนในระบบกำหนดราคายาในประเทศ
นโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งของสาธารณสุข
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2015 สวิตเซอร์แลนด์ได้ออกนโยบายและกลยุทธ์ในการต่อสู้กับต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความสมดุลระหว่างนวัตกรรมยาและการควบคุมงบประมาณของระบบสาธารณสุข รัฐบาลจึงเริ่มสนับสนุนให้ใช้ยาเลียนแบบ (biosimilars) เพื่อลดภาระงบประมาณ จากความพยายามเหล่านี้ ทำให้เกิดนโยบายกดราคายาอย่างเข้มงวด
ไทม์ไลน์: จากความพยายามสู่การปะทะ
- 2015: สวิตเซอร์แลนด์เริ่มรณรงค์ให้ใช้ biosimilars ของยาเดิมเพื่อประหยัดงบประมาณ และเป็นแนวทางลดการพึ่งพายาที่ราคาแพง
- 2017-2018: รัฐบาลจริงจังกับนโยบายกดราคายา เริ่มเจรจากับบริษัทผู้ผลิตยาหลายแห่ง รวมถึงแรงกดดันให้บริษัทลดราคา ยาเช่น Avastin (+ชื่อสามัญ Bevacizumab) จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของนโยบายนี้
- 2019: ความพยายามบังคับลดราคายาให้เทียบเท่าบายูบี (biosimilars) เริ่มเห็นผลมากขึ้น โดยใช้นโยบายสนับสนุนการใช้ยาต่ำกว่าเดิมในโปรแกรมประกันสุขภาพ
เมื่อ "แนวทาง" กลายเป็น "สงคราม"
- 2020: Avastin เริ่มมีราคาถูกลงในตลาด แต่ยังเป็นที่นิยมในการรักษามะเร็งหลายชนิดของผู้ป่วยสวิตเซอร์แลนด์
- 2021: รัฐบาลสั่งลดราคายา Avastin ลงให้เทียบเท่า biosimilar ที่มีในท้องตลาด แต่ บริษัท Roche กลับปฏิเสธ ไม่ยอมลดราคา จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้าระหว่างรัฐและเอกชน
- 2022: สำนักงานสาธารณสุขแห่งสหพันธ์ (FOPH) ตัดสินใจ "ถอดถอน" ยา Avastin ออกจากบัญชียาที่ได้รับชดเชยจากประกันสุขภาพ สร้างความช็อกให้วงการแพทย์และผู้ป่วย เพราะหมายถึงต้องเปลี่ยนมาใช้ยาทางเลือกที่ถูกกว่า และอาจส่งผลต่อคุณภาพการรักษา
- ปลายปี 2022: Roche ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล เพื่คือต่อสู้ในชั้นศาล โดยอ้างว่าการถอนถอนยาจากบัญชีเป็นมาตรการที่รุนแรงเกินสมควร ซึ่งศาลปกครองสหพันธ์ตัดสินให้ Roche ชนะ คำสั่งให้กลับขึ้นทะเบียน Avastin กลับเข้าสู่ระบบการรักษา
ผลกระทบจากเหตุการณ์
การตัดสินของศาลได้ส่งผลกระทบที่สำคัญและเผยให้เห็นข้อจำกัดของระบบในหลายด้าน:
อำนาจที่จำกัดของรัฐบาล: คำตัดสินของศาลแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีเครื่องมือที่จำกัดในการบังคับให้บริษัทยาต้องลดราคาลง ถึงแม้ว่าจะมีตัวเลือกที่ถูกกว่าในตลาดแล้วก็ตาม ทำให้บริษัทยาอย่าง Roche สามารถใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกันในการรักษาราคาที่สูงเอาไว้ได้
คำถามต่อระบบการกำหนดราคา: เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างว่าระบบการกำหนดราคายาของสวิตเซอร์แลนด์ล้มเหลวในการควบคุมต้นทุนหรือไม่ และจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น
ความเสี่ยงต่อผู้ป่วย: ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแสดงความกังวลว่า การบังคับให้ผู้ป่วยต้องเปลี่ยนยาอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ความตึงเครียดในอุตสาหกรรม: เหตุการณ์นี้สร้างความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลและบริษัทยาในประเทศ ทำให้เกิดความกังวลว่าการเจรจาในอนาคตจะยากขึ้น
โดยสรุปแล้ว
แม้ว่า Roche จะเป็นผู้ชนะในศึกนี้ แต่ชัยชนะของพวกเขาก็เป็นเพียงการยืนยันว่าระบบยังคงมีข้อบกพร่อง และสงครามระหว่างรัฐบาลกับบริษัทยาเพื่อควบคุมต้นทุนยังคงดำเนินต่อไปในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องแบกรับทั้งภาระจากต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่สูง และความรับผิดชอบในฐานะแหล่งนวัตกรรมยาของโลก
https://www.swissinfo.ch/eng/drug-pricing/how-a-clash-with-roche-exposed-cracks-in-switzerlands-drug-pricing-system/90027572
https://www.publiceye.ch/en/topics/pharmaceutical-industry/no-secret-deals/pricing-models-that-benefit-the-pharma-industry

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น