ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ศึกหนักของ Volkswagen (VW)

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรถยนต์ แต่มันคือ "สัญญาณการล่มสลาย" ของโมเดลเศรษฐกิจเก่าแก่ที่เคยทำให้เยอรมนียิ่งใหญ่เลยล่ะ นี่คือสรุปมหากาพย์ "Volkswagen (VW) ถังแตก" ที่กำลังสั่นสะเทือนยุโรปครับ เมื่อพี่ใหญ่ถังแตก: ดราม่า Volkswagen ปิดโรงงาน สัญญาณเตือนภัยที่เยอรมนีไม่อยากยอมรับ แก... นึกภาพตามนะ โฟล์คสวาเกน (VW) นี่เปรียบเสมือน "สมบัติชาติ" ของเยอรมนี เป็นพี่เบิ้มที่จ้างงานคนมหาศาล สวัสดิการดีเยี่ยม และไม่เคยปิดโรงงานในบ้านเกิดตัวเองมาเกือบ 90 ปี แต่วันนี้พี่เบิ้มกำลังบอกว่า "ไม่ไหวแล้ว" Timeline: มันเกิดอะไรขึ้น? (ฉบับย่อ) 2023 - ต้นปี 2024: VW เริ่มบ่นว่า "ต้นทุนเราสูงเกินไปนะ" พยายามบอกให้รัดเข็มขัด แต่ยอดขายรถ EV ก็ยังแป้ก สู้จีนไม่ได้ กันยายน 2024 (จุดแตกหัก): ผู้บริหารประกาศเปรี้ยง! ขอยกเลิกสัญญาจ้างงานที่การันตีความมั่นคง (Job Security) ที่มีมาตั้งแต่ปี 1994 บอกว่าถ้าไม่ทำ บริษัทอยู่ไม่ได้ ตุลาคม 2024: ข่าวหลุดออกมาว่า แผนจริงๆ คือ อยู่ในแผนพิจารณา  จะปิดโรงงานในเยอรมนีอย่างน้อย 3 แห่ง และจะเลิกจ้างคนนับหมื่น รวมถึงตัดเงินเดือ...

ฟูจิฟิล์ม: จากการตามรอยโกดัก สู่การเป็นผู้ชนะแห่งคลื่นดิจิทัล


หากมีบริษัทใดที่เปรียบเสมือนเงาตามตัวของโกดักในยุคฟิล์ม ชื่อนั้นก็คือ ฟูจิฟิล์ม (Fujifilm) บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่เริ่มต้นจากการเป็นเพียงผู้ผลิตฟิล์มให้กับประเทศตัวเอง แต่กลับกลายเป็นผู้รอดชีวิตแห่งยุคดิจิทัล และเติบโตสู่ธุรกิจที่ไม่มีใครคาดคิด นี่คือเรื่องราวของ "ความกล้า" ที่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในวันที่ธุรกิจยังรุ่งโรจน์ และทำให้พวกเขาเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด

จุดเริ่มต้น: การพึ่งพาตัวเองของญี่ปุ่น

ฟูจิฟิล์มก่อตั้งขึ้นในปี 1934 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการมีบริษัทผลิตฟิล์มของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพาโกดักจากสหรัฐฯ ในช่วงแรก ฟูจิฟิล์มเป็นเพียงผู้ตามที่เรียนรู้จากโกดัก แต่แล้วก็เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองจนสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของสองยักษ์ใหญ่ก็แยกจากกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อคลื่นดิจิทัลเริ่มก่อตัวขึ้น

image by google mixboard

ไทม์ไลน์แห่งการตัดสินใจ: จาก "คู่แข่ง" สู่ "ผู้รอดชีวิต"

  • 1984: การตัดสินใจที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

    • เกิดอะไรขึ้น: ในขณะที่โกดักเลือกที่จะเมินเฉยต่อเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลที่วิศวกรของตัวเองประดิษฐ์ขึ้น ฟูจิฟิล์มกลับตัดสินใจเดินหน้าอย่างเต็มตัวด้วยการเปิดตัว DS-1P กล้องดิจิทัลเชิงพาณิชย์ตัวแรกของโลก

    • บทเรียน: นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่กล้าลงทุนในอนาคต แม้จะรู้ว่ามันจะเข้ามา "กิน" ส่วนแบ่งธุรกิจหลักของตัวเองอย่างฟิล์มก็ตาม

  • ช่วงปี 1990: การเปลี่ยนผ่านที่น่าทึ่ง

    • เกิดอะไรขึ้น: ในขณะที่ยอดขายฟิล์มยังคงทำกำไรอย่างมหาศาล ฟูจิฟิล์มกลับตัดสินใจที่จะ "ฆ่า" ธุรกิจฟิล์มของตัวเองก่อนที่คนอื่นจะมาทำ พวกเขาลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัล รวมถึงขยายสายการผลิตไปสู่เครื่องมือแพทย์และกราฟิกอาร์ต

    • บทเรียน: แทนที่จะยึดติดกับโมเดลธุรกิจเดิม ฟูจิฟิล์มเลือกที่จะนำ "ความเชี่ยวชาญ" จากธุรกิจฟิล์มไปใช้ในด้านอื่น ความรู้ด้านเคมีที่ใช้ในการผลิตแผ่นฟิล์มถูกนำไปใช้ในเครื่องมือทางการแพทย์ และการสร้างแผ่นฟิล์มให้มีความคงตัวสูงถูกนำไปใช้ในการผลิตจอภาพ  

image by google mixboard
                              

  • ช่วงปี 2000 - ปัจจุบัน: ยุคแห่งความท้าทายและการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่

    • เกิดอะไรขึ้น: ในขณะที่โลกกำลังตื่นเต้นกับยุคใหม่ของกล้องดิจิทัล ฟูจิฟิล์มกลับกำลังเผชิญกับคลื่นสึนามิแห่งการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง ตลาดฟิล์มถ่ายภาพซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักกำลังหดตัวอย่างน่าใจหายในแต่ละวัน เพราะผู้บริโภคหันไปใช้กล้องดิจิทัลและโทรศัพท์มือถือที่สะดวกกว่าอย่างรวดเร็ว นี่คือช่วงเวลาที่ฟูจิฟิล์มต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อเอาชีวิตรอด

      วิกฤตที่ไม่มีใครหนีพ้น

      ในปี 2000 ยอดขายฟิล์มทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็วถึง 30% และยังคงลดลงต่อเนื่อง บริษัทเผชิญกับรายได้ที่หดหายและโรงงานผลิตฟิล์มที่กลายเป็นสินทรัพย์ส่วนเกิน หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ฟูจิฟิล์มจะตามรอยบริษัทคู่แข่งที่ติดอยู่ในกับดักของเทคโนโลยีเดิม แต่ในความมืดมนนั้น ฟูจิฟิล์มได้ตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับความจริงและปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างเด็ดขาด

      การปรับเปลี่ยนสู่ยุคใหม่: ไทม์ไลน์แห่งการรอดตาย

      ภายใต้การนำของ คุณโคโมริ ชิเกทากะ (Shigetaka Komori) ประธานบริษัทในขณะนั้น ฟูจิฟิล์มได้ริเริ่มแผนการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในชื่อ "Fujifilm's Second Foundation" (การก่อตั้งครั้งที่สองของฟูจิฟิล์ม) ซึ่งมีไทม์ไลน์ที่น่าสนใจดังนี้:

      • ช่วงต้นปี 2000s: ยอมเจ็บเพื่อรอด

        • ปัญหา: รายได้จากฟิล์มตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โรงงานผลิตฟิล์มขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มขาดทุน

        • การปรับเปลี่ยน: ฟูจิฟิล์มใช้มาตรการลดต้นทุนอย่างรุนแรง เช่น การปลดพนักงานกว่า 5,000 คน ในสหรัฐฯ และยุโรป และ ปิดโรงงานผลิตฟิล์ม บางส่วน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดแต่จำเป็นเพื่อรักษากระแสเงินสดไว้

      • ช่วงกลางปี 2000s: พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

        • ปัญหา: เทคโนโลยีการถ่ายภาพแบบดั้งเดิมกำลังจะตาย บริษัทต้องหาธุรกิจใหม่มาทดแทนรายได้ที่หายไป

        • การปรับเปลี่ยน: ฟูจิฟิล์มใช้ความเชี่ยวชาญด้าน "เคมีภัณฑ์" ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการผลิตฟิล์ม มาต่อยอดในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพเลย

          • 1. บุกตลาดการแพทย์: ความรู้ในการผลิตฟิล์ม X-Ray และสารเคมีทางการแพทย์ถูกนำมาใช้ในการซื้อและควบรวมกิจการบริษัทด้านการแพทย์หลายแห่ง ทำให้ฟูจิฟิล์มกลายเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ระดับโลก

          • 2. เข้าสู่วงการเครื่องสำอาง: ความเชี่ยวชาญด้านคอลลาเจนและสารต้านอนุมูลอิสระที่ใช้เพื่อรักษาคุณภาพของฟิล์ม ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวภายใต้แบรนด์ "AstaLift" ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเอเชีย

          • 3. โฟกัสธุรกิจภาพถ่ายเฉพาะทาง: ฟูจิฟิล์มยังคงผลิตฟิล์มสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น การถ่ายภาพยนตร์ และหันไปพัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์แบบดิจิทัลเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าเชิงอุตสาหกรรม


บทสรุป: ความสำเร็จที่มาจากการตัดสินใจที่กล้าหาญ

    เรื่องราวของฟูจิฟิล์มเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความสำเร็จในระยะยาวไม่ได้มาจากการยึดติดกับความสำเร็จในอดีต แต่มาจากการกล้าที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนตัวเองก่อนที่คู่แข่งจะทำ ฟูจิฟิล์มไม่ได้เป็นเพียงบริษัทผู้ผลิตฟิล์มอีกต่อไป แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์, การแพทย์, และการถ่ายภาพ ที่ยังคงเติบโตอย่างมั่นคงในโลกที่เทคโนโลยีคือคำตอบของทุกสิ่ง

    ในโลกของธุรกิจที่ความเปลี่ยนแปลงไวขึ้น บริษัทปรับตัวเร็วโดยไม่ยึดหลักการเดิม ๆ พร้อมจะเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ทั้งในตัวบริษัทเองและการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ถึงแม้จะมีเหตุการณ์ที่ยากลำบากก็จะสามารถผ่านไปได้ โดยไม่ต้องล้มหายไปกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง


แหล่งข้อมูล

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

มากกว่าแค่ที่พัก: Nishiyama Onsen Keiunkan บทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต

  เสน่ห์ของ Nishiyama Onsen Keiunkan ไม่ได้อยู่แค่การเป็นโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่มันคือการเดินทางย้อนเวลาสู่ยุคอดีตที่ซึ่งประวัติศาสตร์ยังมีลมหายใจอยู่จริง ที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่ที่พัก แต่เป็นสถานที่ที่หลอมรวมความสงบงามของธรรมชาติเข้ากับเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของผู้คนและผู้มีอำนาจในยุคสมัยต่างๆ Nishiyama Onsen Keiunkan คือบทพิสูจน์ว่า "ความคงอยู่" นั้นมีค่ามากกว่า "ความเปลี่ยนแปลง" ที่รวดเร็วและฉาบฉวย ไทม์ไลน์และเหตุการณ์สำคัญ ยุคนาระ (ค.ศ. 705): ฟุจิวาระ มาฮิโตะ ซึ่งเป็นลูกชายของข้าราชบริพารคนสนิทของจักรพรรดิเท็นจิ (Emperor Tenji) มาฮิโตะค้นพบบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ในพื้นที่ที่ห่างไกลและพิจารณาว่านี่เป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบในการสร้างโรงน้ำร้อนเพื่อรองรับผู้คน ซึ่งโรงแรมก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นของยุคนาระ โดยตั้งชื่อตามสถานที่ Nishi (西) หมายถึง ทิศตะวันตก Yama (山) หมายถึง ภูเขา Onsen (温泉) หมายถึง น้ำพุร้อน Keiun (慶雲) หมายถึง ยุคเคอุน ที่มีจักรพรรดิมงมุ (Emperor Monmu) [ซึ่งเป็นหลานของจักรพรรดิเท็นจิ]ปกครองญี่ปุ่นอยู่ kan (館) หมายถึง อาคาร, คฤหาสน์,หรือที่พัก ชื่อเต็มของโรง...

ศึกเงินเฟ้อล้างโลก 2025: 5 ชาติหัวเลี้ยวหัวต่อ… ใครรอด ใครร่วง?

Simple Economics Exclusive : จากปี 2021 ที่โลกเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 สู่ปี 2025 ที่หลายประเทศยังคงต่อสู้กับ “ปีศาจเงินเฟ้อ” ที่กัดกินกำลังซื้อและบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของรัฐบาล ธนาคารกลาง และภาคประชาชน นี่คือการเจาะลึก 5 ประเทศที่เผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรงมากที่สุดในปัจจุบัน (และอนาคตอันใกล้) พร้อมวิเคราะห์ที่มา ที่ไป และบทสรุปของ “สงครามเงินเฟ้อ” ครั้งนี้ ที่มา: เมล็ดพันธุ์เงินเฟ้อ … หว่านจากวิกฤต (2020–2022) มาตรการกระตุ้นหลังโควิด (2020–2021) : รัฐบาลทั่วโลกอัดเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจและการจ้างงาน ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่ม (“demand-pull inflation”) ปัญหา Supply Chain (2021–2022) : การขาดแคลนวัตถุดิบและการขนส่งชะงัก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพุ่ง (“cost-push inflation”) สงครามยูเครน (2022) : ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งอย่างรุนแรง เสริมแรงให้เงินเฟ้อยิ่งร้อนแรง หลังจากนั้น “ปีศาจเงินเฟ้อ” ก็เริ่มอาละวาด — แต่ผลกระทบไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ … 1. อาร์เจนตินา (Argentina): เงินเฟ้อเรื้อรัง ระเบิดลดลง...